นอร์เวย์ ดินแดนฤดูหนาว

นอร์เวย์ ประเทศหนึ่งที่ตั้งอยู่ที่ยุโรปตอนเหนือ เป็นประเทศอยู่ในกลุ่มนอร์ดิก นอร์เวย์มีชื่ออย่างทางการว่า ราชอาณาจักรนอร์เวย์ อยู่บริเวณเขตทะเลที่คาบสมุทรสแกนดิเนเวียซึ่งมีอาณาเขตจรดกับมหาสมุทรแอตแลนติก นอร์เวย์มีเนื้อที่รวม 385,170 ตารางกิโลเมตรเป็นประเทศที่มีประชากรหนาแน่นปานกลางและเป็นประเทศที่จัดว่ามีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรปซึ่งเป็นประเทศที่มีชายฝั่งที่ยาวและมีฟยอร์ดหรืออ่าวแคบที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในโลก นอกจากนี้ยังเป็นประเทศหนึ่งที่มีพระอาทิตย์เที่ยงคืน ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อยทางเขตขั้วโลกเหนือและใต้

นอร์เวย์ เป็นประเทศที่มีพื้นที่ลักษณะเป็นส่วนที่ยื่นออกจากทะเลคล้ายกับประเทศอิตาลี ซึ่งมีชายฝั่งทอดยาวราว 2,542 กิโลเมตรตามชายฝั่งของมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ มีภูมิประเทศที่มีน้ำแข็งและหิมะปกคลุมเกือบตลอดปีและพื้นทีส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูงและหุบเหวลึกสลับซับซ้อน ส่วนใหญ่เป็นฟยอร์ด ซึ่งเป็นอ่าวแคบมีลักษณะเป็นร่องเหวลึกซึ่งมีน้ำที่ลึกและนิ่ง ด้านยอดเหวมีหิมะปกคลุมบางส่วนและมีลักษณะเป็นผาหินปูนแข็ง นอกจากนี้บริเวณเขาสูงมีธารน้ำแข็งซึ่งเป็นต้นน้ำของน้ำจืดที่สำคัญ นอกจากนี้พื้นที่บางส่วนยังมีป่าไม้เขตหนาวและดอกไม้ที่อุดมสมบูรณ์ มีทุ่งหญ้าทนดราซึ่งเป็นพื้นที่ราบสูงกว้างใหญ่ไม่มีต้นไม้ปกคลุม ในช่วงฤดูร้อนจะมีอากาศอบอุ่นแต่มีอุณภูมิต่ำสุดที่ 10 องศา ซึ่งในช่วงฤดูร้อนสามารถมองเห็นปรากฏการณ์อาทิตย์เที่ยงคืนยังสวยงาม โดยมีลักษณะคือ ดวงอาทิตย์จะไม่ลับขอบฟ้าแม้ว่าจะเป็นเวลา 24.00 น. นอร์เวย์จัดว่าเป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์มายาวนาน คาดว่าเคยเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของชาวไวกิ้งในอดีต

ไอซ์แลนด์ แดนภูเขาไฟ

ไอซ์แลนด์ เป็นประเทศที่มีลักษณะเป็นเกาะเดี่ยวตั้งอยู่กลางมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือมีเมืองหลวงชื่อว่า เรคยาวิก ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่งเกาะกรีนแลนด์ บริเวณ Kulusuk, กรีนแลนด์ ราว 1 ชม. 40 นาที ไอซ์แลนด์มีเนื้อที่ราว 102,775 ตารางกิโลเมตร เป็นประเทศที่จัดว่ามีประชากรหนาแน่นน้อยมาก ไอซ์แลนด์เป็นประเทศหนึ่งที่ตั้งอยู่ในเขตยุโรปตอนเหนือจัดอยู่ในเขตประเทศนอร์ดิก แม้ว่าจะเป็นประเทศที่ประชากรหนาแน่นน้อย แต่ทว่าไอซ์แลนด์เป็นประเทศที่มีการพัฒนาสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลกและเป็นประเทศในสมาชิกนาโต เอฟตา อีอีเอ และโออีซีดี แต่ไม่มีกองกองทัพเป็นของตนเอง และไม่เป็นสมาชิกสหภาพยุโรป นอกจากนี้ในปี 2007 ไอซ์แลนด์ถูกจัดให้เป็นประเทศที่สงบสุขที่สุดในโลก และเป็นประเทศที่อัตราการก่ออาชญากรรมที่ต่ำมากหรือแทบไม่มีเลย

ไอซ์แลนด์ เป็นประเทศที่เป็นเกาะตั้งเกิดจากการปะทุของภูเขาไฟใต้ทะเลมาเป็นเวลานานหลายล้านปีซึ่งเกาะนี้ตั้งอยู่ในเขตเทือกเขากลางมหาสมุทรพอดี ทำให้ไอซ์แลนด์มีการปะทุของภูเขาไฟบนเกาะบ่อยครั้งแต่ไม่รุนแรงมาก นอกจากนี้ยังมีแหล่งน้ำพุร้อนหลายจุดที่มีชื่อเสียง ซึ่งพลังงานความร้อนจากใต้โลกนี้ทางประเทศได้นำมาใช้เป็นพลังงานไฟฟ้าซึ่งเป็นพลังงานที่สะอาดบริสุทธิ์ซึ่งจัดว่าเป็นประเทศที่ใช้พลังงานธรรมชาติได้อย่างคุ้มค่าที่สุด ไอซ์แลนด์จัดว่าเป็นประเทศที่มีความอบอุ่น แม้ว่าประเทศอยู่ในเขตขั้วโลกเหนือแต่เพราะว่าไอซ์แลนด์ตั้งอยู่ในเขตแนวเปลือกโลกแยกตัวสองแผ่นทำให้ไอซ์มีอุณภูมิระหว่าง 20 – 25 องศาในช่วงฤดูร้อน แต่ในช่วงฤดูหนาวอุณภูมิที่ -25 องศานอกจากนี้ยังได้รับอิทธิพลจากกระแสน้ำอุ่นกัลฟ์สตรีม

หมู่เกาะแฟโร

หมู่เกาะแฟโร เป็นหมู่เกาะแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ในเขตการปกครองของเดนมาร์ก และเป็นหมู่เกาะในเขตทวีปยูโรปอยู่บริเวณมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือระหว่างสก็อตแลนด์ นอร์เวย์ และไอซ์แลนด์ หมู่เกาะแฟโรจัดว่าเป็นเขตการปกครองตนเองเช่นเดียวกับกรีนแลนด์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2491 ซึ่งมีอำนาจการปกครองตนเองทุกด้านยกเว้นทางการทหารและการต่างประเทศ ซึ่งบนเกาะมีเพียงตำรวจลาดตระเวนและยามฝั่งเท่านั้น หมู่เกาะแฟโรมีเนื้อที่รวมแล้ว 1,399 ตารางกิโลเมตร เป็นหนึ่งในหมู่เกาะทั้งหมด 18 เกาะของทวีปยุโรปในบริเวณ ทะเลนอร์วีเจียนและมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ แม้ว่าเป็นหมู่เกาะที่มีเนื้่อที่ไม่กว้างใหญ่มากนักแต่ก็มีหมู่บ้านที่มีผู้คนอาศัยอยู่แต่ไม่หนาแน่นมากนัก

ทั้งนี้ประชากรบนเกาะแฟโรนั้นมีอัตราของประชากรเพศชายมากกว่าเพศหญิงถึง 2 เท่า ทั้งนี้ประชากรบนเกาะมักประสบปัญหาหลายอย่างเช่น จำนวนประชากรรุ่นใหม่ลดลงเนื่องจากต้องย้ายไปเรียนต่อในมหาวิทยาลัยที่แผ่นดินใหญ่ บางครั้งก็ไม่หวนกลับมาที่นี้อีก รวมถึงสร้างครอบครัวที่ประเทศอื่นมากกว่า ซึ่งทำให้ประชากรบนเกาะแฟโรเกิดความไม่สมดุลของประชากร นอกจากนี้วัฒนธรรมบนเกาะยังแตกต่างจากวัฒนธรรมอื่นบนแผ่นดินใหญ่ของยุโรปด้วย ส่วนใหญ่อาชีพหลักของที่นี่ของการประมง โดยอาหารส่วนใหญ่คือ เนื้อแกะ, ปลาวาฬ, ปลาคอดตากแห้ง และการปรุงอาหารจะไม่ใส่เครื่องเทศเหมือนกับเอเชีย รวมถึงหมู่เกาะแฟโรนั้นจะไม่มีอากาศหนาวเย็นเหมือนกับประเทศอื่นๆอย่าง นอร์เวย์ หรือ สวิตเซอร์แลนด์ แต่อุณภูมิที่นี่ก็จัดว่าเย็นสบายโดยอุณหภูมิเฉลี่ยที่ระหว่าง 16 – 20 องศาเท่านั้น นับว่าเป็นหมู่เกาะในเขตปกครองตนเองเดนมาร์กที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่งที่น่าสงบสุขมากที่สุดแห่งหนึ่งด้วย

พระราชวังเปเตียร์กอฟ

ประเทศรัสเซียในสมัยก่อนนั้นเป็นช่วงของยุคการปกครองในรูปแบบของกษัตริย์และในตอนนั้นมีการสร้างสถานที่สำคัญต่างๆมากมายในพื้นที่ของประเทศ ส่วนใหญ่มีการสร้างพระราชวังในพื้นที่ของกรุงมอสโกในปัจจุบันและหนึ่งในนั้นคงจะเป็นพระราชวังเปเตียร์กอฟ หรือ พระราชวังปีเตอร์ฮอฟ พระราชวังที่มีความสวยงามและมีความโดดเด้นแห่งหนึ่งของรัสเซีย พระราชวังปีเตอร์ฮอฟ นั้นเป็นพระราชวังในเทศบาลเปเตียร์กอฟในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก สันนิฐานว่าถูกสร้างขึ้นในสมัยของซาร์ปีเตอร์มหาราช นับว่าเป็นพระราชวังที่มีความเก่าแก่และจัดว่าเป็นโบราณสถานที่มีความงดงามมาก ภายในพระราชวังนั้นประกอบด้วยพระที่นั่งหลายองค์ อุทยานภายในพระราชวังหลายแห่งที่ประดับตกแต่งอย่างงดงาม พระราชวังเปเตียร์กอฟ นั้นถูกสร้างและออกแบบในสถาปัตยกรรมบาโรก เป็นสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นและเป็นสถาปัตยกรรมตะวันตกเป็นที่นิยมสร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 17 สถาปัตยกรรมนี้บ่งบอกถึงความงดงามและความหรูหราโอ่อ่าที่แสดงถึงความมีอำนาจของสถาบันคริสต์ศาสนาและการปกครอง สถาปัตยกรรมนี้มีเห็นอยู่มากในประเทศอิตาลี, อังกฤษ, ฝรั่งเศส สำหรับ พระราชวังเปเตียร์กอฟ จัดว่ามีความสวยงามอย่างมากจนถูกขนานนามว่า “วังแวร์ซายแห่งรัสเซีย” ภายในนับว่ามีความสวยงามโดดเด่นมากจนกระทั่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแล้ว ปัจจุบัน พระราชวังเปเตียร์กอฟ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ยอดนิยมในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ภายในนอกจากพระราชวังที่มีสถาปัตยกรรมที่สวยงามแล้ว จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งก็คือรูปปั้นทองคำภายในพระราชวัง ลานน้ำพุที่โดดเด่นอยู่ด้านหน้าพระราชวังซึ่งจะเปิดให้ชมเฉพาะช่วงฤดูร้อนเท่านั้น ซึ่งจะมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางมาช่วงฤดูร้อน

มหาวิหารเซนต์บาซิล

มหาวิหารเซนต์บาซิล เป็นมหาวิหารตั้งอยู่ในบริเวณของจัตุรัสแดง เป็นอาสนวิหารของศาสนจักรออร์โธดอกซ์รัสเซีย ถูกสร้างขึ้นในสมัยของพระเจ้าซาร์อีวานที่ 4 แห่งรัสเซีย ในช่วงสมัยศตวรรษที่ 15 หรือราวปี ค.ศ. 1552 มหาวิหารแห่งนี้ซึ่งทางพระเจ้าซาร์อีวานที่ 4 สร้างขึ้นเพื่อฉลองชัยชนะเหนือพวกมองโกลจากการสงครามที่รบกันที่เมืองคาซาน มหาวิหารนั้นมีรูปทรงที่แปลกตาและมีความสวยงาม แตกต่างจากมหาวิหารอื่นๆของโลก โดยตัวอาคารประกอบด้วยโดมทั้งหมด 8 โดม ล้อมรอบโดมที่ 9 ซึ่งอยู่ตรงกลาง เมื่อมองจากด้านบนแล้วจะมองเห็นอาคารมีรูปทรงแปดเหลี่ยม มหาวิหารเซนต์บาซิล จัดว่าเป็นมหาวิหารที่มีความสวยงามและมีสถาปัตยกรรมที่แปลกตาและมีความสวยงามมาก ซึ่งสร้างขึ้นเป็นสถาปัตยกรรมผสมผสานระหว่าง สถาปัตยกรรมแบบรัสเซียโบราณอันได้รับอิทธิพลมาจากไบแซนไทน์ที่เป็นโดมทรงหัวหอมกับสถาปัตยกรรมที่เรียกกันว่ารัสเซียนกอธิก หอคอยสูงรูปกระโจมเป็นอิทธิพลจากยุโรปตะวันตก ผลลัพธ์ที่ออกมาจึงกลายเป็นหอคอยสูงรูปแท่งเทียนกำลังลุกไหม้บนปลายลำเทียน ส่งความโชติช่วงชัชวาลเป็นเครื่องบูชาเทพเจ้าบนสวรรค์ ซึ่งถูกออกแบบโดย สถาปนิกชื่อปอสต์นิค ยาคอฟเลฟ ได้ออกแบบและควบคุมการสร้างมหาวิหารแห่งนี้

มหาวิหารเซนต์บาซิล นอกจากจะมีการออกแบบของสถาปัตยกรรมที่งดงามแล้ว การใช้สีสันของอาคารยังถูกทาด้วยสีสันที่สวยงามและโดดเด่นของมหาวิหารแห่งนี้อย่างมาก ปัจจุบันมหาวิหารเซนต์บาซิล นับว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมแห่งหนึ่งของรัสเซียและมีความงดงามมากในพื้นที่จัตุรัสแดง

จัตุรัสแดง

จัตุรัสแดง เป็นสถานที่สำคัญของประเทศรัสเซียและเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมแห่งหนึ่งของโลกเป็นสถานที่ที่มีความสวยงามมากที่สุดแห่งหนึ่งของรัสเซียอีกด้วย จัตุรัสแดง เป็นจัตุรัสกลางเมืองตั้งอยู่ที่กรุงมอสโก ประเทศสหพันธรัฐรัสเซีย มีเนื้อที่ประมาณ 23,100 เมตร จัตุรัสแดง เป็นจัตุรัสที่มีความสำคัญของกรุงมอสโกนอกจากนี้แล้วยังเป็นจุดตัดของถนนหลายสายที่สำคัญของกรุงมอสโก จัตุรัสแดงยังเป็นสถานที่ตั้งสำคัญของกรุงมอสโกอย่างเช่น มหาวิหารเซนต์เบซิล และสุสานวลาดิมีร์ เลนินอีกด้วย ซึ่งนับว่าเป็นแลนด์มาร์คที่มีความสวยงามที่สุดของกรุงมอสโก อันที่จริงแล้วชื่อของจัสตุรัสแดงนั้นหลายๆคนเข้าใจผิด คำว่าแดงนั้นไม่ได้มาจากสีของอิฐในบริเวณจัตุรัส ความจริงคำว่าแดงมาจากคำในภาษารัสเซียดั้งเดิมซึ่งมีความหมายว่า สวยงาม ต่อมาได้มีภาษารัสเซียใหม่ที่แปลว่า สีแดง นั่นเอง

จัตุรัสแดง นับว่าเป็นสถานที่เก่าแก่ของกรุงมอสโก ถูกตั้งขึ้นมาในช่วงศตวรรษที่ 15 ในสมัยของพระเจ้าอีวานมหาราช ภายใต้พระราชโองการให้มีการสร้างจัตุรัสแดงขึ้นมาโดยมีจุดประสงค์เพื่อปรับปรุงและเพิ่มความปลอดภัยแก่พระราชวังเครมลิน โดยมีการสร้างกำแพงก่อด้วยอิฐสีแดงโดยรอบเพื่อใช้ป้องกัน นอกจากนี้แล้วจัตุรัสแดงในสมัยนั้นยังเป็นศูนย์กลางการค้าขาย ต่อมาในช่วงสมัยของพระเจ้าซาร์อีวานที่ 4 ได้มีการสร้าง มหาวิหารเซนต์เบซิล ขึ้นมาเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของจัตุรัสแดง พื้นที่ของจัตุรัสแดงถูกเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่หลังจากการรุกรานของฝรั่งเศสโดยนโปเลียน ทำให้พื้นที่บริเวณจัตุรัสได้รับความเสียหายหนัก พื้นที่ของจัตุรัสแดงก็ถูกปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเรื่อยๆมา จัตุรัสแดงนับว่าเป็นสถานที่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์มากมาย จนได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี 1990

สุเหร่าเซนต์โซเฟีย

แหล่งวัฒนธรรมโบราณที่อยู่ในยุโรปที่บ่งบอกถึงความยิ่งใหญ่ของอารยธรรมอีกแห่งคือสุเหร่าเซนต์โซเฟีย(Saint Sophia) หรือ โบสถ์ฮาเจีย โซเฟีย ตั้งอยู่ที่เมืองคอนสแตนดิโนเปล ประเทศตุรกี  ปัจจุบันสามารถเข้าชมได้ถือเป็นอีกสถานที่ๆน่าสนใจ เป็นที่ประชุมสวดมนต์ของชาวมุสลิม ในอดีตเป็นโบสถ์ทางศาสนาคริสต์ พระเจ้าจักรพรรดิ์คอนสแตนตินเป็นผู้สร้างเมื่อประมาณคริสต์ศตวรรษที่13 ใช้เวลาสร้าง 17 ปี เพื่อเป็นโบสถ์ของศาสนาคริสต์ แต่ถูกผู้ก่อการร้ายบุกทำลายเผาเสียวอดวายหลายครั้งเพราะเกิดการขัดแย้งระหว่าง พวกที่นับถือศาสนาคริสต์กับศาสนาอิสลาม

จนถึงสมัยพระเจ้าจัสตินเนียน มีอำนาจเหนือตุรกี จึงได้สร้างโบสถ์เซนต์โซเฟียขึ้นใหม่ ใช้เวลาสร้างฐานโบสถ์ 20 ปี ตัวโบสถ์ 5 ปี เมื่อประมาณปี พ.ศ. 1996 พระองค์ต้องการให้เป็นสิ่งสวยงามที่สุดได้พยายามหา สิ่งของมีค่าต่างๆ มาประดับไว้มากมาย สร้างเสร็จได้มีการเฉลิมฉลองกันอย่าง มโหฬาร ต่อมาเกิดแผ่นดินไหวอย่างใหญ่ทำให้แตกร้าวต้องให้ช่างซ่อมจนเรียบร้อยในสภาพเดิมเมื่อสิ้นสมัยของจักรพรรดิจัสตินเนียน ถึงสมัยพระเจ้าโมฮัมเม็ดที่ 2 มีอำนาจเหนือตุรกี และเป็นผู้นับถือศาสนา อิสลามได้ดัดแปลงโบสถ์หลังนี้ให้เป็นสุเหร่าอิสลาม แต่ยังคงความงามไว้เช่นเดิม สุเหร่าเซนต์โซเฟีย มีเนื้อที่

700 ตารางเมตร ภายในมีเสางามค้ำที่สลักอย่างวิจิตร และ ประดับไว้งดงาม 108 ต้น ชั้นบนขนาดเล็ก 68 ต้น ชั้นล่างขนาดใหญ่ 40 ต้น มียอดเป็นโดม คล้ายซาลาเปา มีหอมินาเรสท์เป็นยอดแหลม ๆ มากมาย เนื่องจากศิลปะแบบคริสเตียน ผสมกับอิสลามนี้เองทำให้มีความสวยงามอันน่ามหัศจรรย์

วิหารโบราณบนเนินอะโครโพลิส

วิหารโบราณบนเนินอะโครโพลิสในกรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ สร้างเพื่อเป็นศาสนสถานบูชาเทพีเอเธนา หรือเทพีแห่งปัญญา ความรอบรู้ ในศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสต์ศักราช เป็นสิ่งก่อสร้างสถาปัตยกรรมกรีกโบราณที่มีชื่อเสียงที่สุด แสดงให้เห็นถึงความเฉลียวฉลาดของสถาปนิกในสมัยนั้นและถือได้ว่าเป็นหนึ่งในสิ่งก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกหารพาร์เธนอนเป็นวิหารที่ถูกสร้างขึ้นโดยสร้างตามการริเริ่มของเพริเคิล ผู้นำกรุงเอเธนส์ในสมัยนั้น และสร้างโดยมีประติมากรฟีเดียสเป็นผู้ควบคุมงาน การก่อสร้างเริ่มขึ้นเมื่อ 447 ปีก่อนคริสต์ศักราช ถึงแม้ว่าการก่อสร้างจะเสร็จสมบูรณ์เมื่อ 438 ปีก่อนคริสต์ศักราชแล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีการตกแต่งเพิ่มเติมอีก 5 ปี เพื่ออุทิศแด่เทพีอาธีนาซึ่ง ซึ่งเป็น เทพีประจำเมืองเอเธนส์แต่ไหนแต่ไร วิหารโบราณแห่งนี้มีความเก่าแก่มากกว่า 2,600 ปี ตั้งอยู่อะโครโปลิส ใจกลางกรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ ซึ่งแม้ว่าวิหารพาร์เธอนอนจะเหลือเพียงแต่ซากปรักหักพัง แต่เราก็ยังสามารถที่จะจินตนาการถึงความยิ่งใหญ่ในอดีตได้เป็นอย่างดีเนินอะโครโปลิสที่เป็นที่ตั้งของวิหารพาร์เธนอนนี้อยู่บนเนินเขาพัลลาสซึ่งสูงจากพื้นราบ 60-70 เมตร พื้นที่บนยอดเขาประมาณ 45,000 ตารางเมตร ตั้งแต่ประมาณศตวรรษที่ 14 ก่อน คริสตกาล ก็มีการสร้างพระราชวังบนเนินแห่งนี้แล้ว โดยที่วิหารพาร์เธนอนที่เห็นเป็นซากอยู่ในปัจจุบันเป็นวิหารรุ่นที่ 3 ที่สร้างทับซ้อนบนรากฐานเดิมของวิหารรุ่นที่ 2 ก่อนหน้า วิหารรุ่นแรกนั้นสร้างเมื่อประมาณ 500 กว่าปี ก่อนคริสตกาล และได้พังทลายลงไป จึงได้มีการเริ่มสร้างรุ่นที่ 2 ขึ้นในปี 490 ก่อนคริสตกาล แต่เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัดเพราะได้ถูกกองทัพของพวกเปอร์เซียเผาทำลายไปอีกครั้งหนึ่ง ตั้งแต่ยังก่อสร้างไม่เสร็จดี   แต่ว่าชาวเอเธอส์ก็ยังไม่ละความพยายามในการสร้าง วิหารพาร์เธนอนจึงเริ่มก่อสร้างอีกครั้งเป็นรุ่นที่ 3  ประมาณช่วงปี 447 ก่อน ค.ศ. ซึ่งนับเวลาจนกระทั่งถึงตอนนี้ก็ ประมาณ 2,500 ปี มาแล้ว

 

หอเอนแห่งเมืองปิซา

หอเอนแห่งเมืองปิซา เป็นหอคอยหินอ่อน สูง 54 เมตร แต่ละชั้นมีเสาหินอ่อนที่สลักลวดลายวิจิตรซึ่งเป็นสิ่งก่อสร้างที่ใช้เวลาสร้างนานที่สุดในโลก  สำหรับหอเอนเมืองปิซ่า เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ใช้เวลาในการก่อสร้างกว่า 200 ปี โดยแบ่งออกเป็น 3 ช่วง ช่วงแรกเป็นเริ่มก่อสร้างเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ค.ศ. 1173 ไม่ปรากฏชัดเจนว่าใครเป็นคนออกแบบ เมื่อสร้างไปได้ 3 ชั้น การก่อสร้างก็มีอันต้องยุติลงในปี 1178 เพราะเมืองปิซ่าเข้าสู่ภาวะสงครามต่อมาในปี 1275 หอคอยแห่งนี้ได้รับการต่อเติมอีกครั้ง โดยสถาปนิกนามว่า จิโอวานนี ดิ ซิโมเน เขาสร้างเพิ่มอีก 4 ชั้น และก็ราวกับว่ามีอาถรรพ์อีกครั้ง ทำให้การก่อสร้างต้องยุติลงในปี 1284 ด้วยเหตุสงครามอีกเช่นกัน กว่าจะมีการสร้างหอระฆังซึ่งเป็นชั้นสุดท้ายของหอคอยแห่งนี้ ก็กินเวลาไปอีกเกือบ 100 ปีเลยทีเดียว โดยหอระฆังชั้นสุดท้ายของหอคอยซึ่งสร้างโดย ทอมมาโซ ดิ แอนเดรีย ปิซาโน ซึ่งเสร็จสมบูรณ์ในปี 1372    และสาเหตุที่หอเอนลง ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า เป็นเพราะพื้นดินที่ใช้ในการก่อสร้างไม่เอื้ออำนวย เนื่องจากชั้นดินมีลักษณะเป็นดินปนทรายและดินโคลนทำให้ไม่แข็งแรงพอที่จะรองรับน้ำหนักของหอคอยขนาดใหญ่ได้ แต่ด้วยวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างซึ่งทำมาจากหินปูน และปูนขาว มีคุณสมบัติสามารถโค้งงอ และทนต่อแรงต่าง ๆ ได้ดีกว่าวัสดุอื่น ๆ อย่างพวกหินหรืออิฐ นี่จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมหอคอยแห่งนี้จึงไม่ถล่มไปเลย แต่กลับค่อย ๆ เอนลงเรื่อย ๆ

4 เมืองที่ต้องไปเยือนสักครั้งในยุโรป

ยุโรปเป็นทวีปหนึ่งที่มีแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามตามธรรมชาติอย่างมาก นั่นทำให้มีนักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยนิยมเดินทางเข้าไปท่องเที่ยวตามเส้นทางสายธรรมชาติของประเทศในทวีปยุโรปจำนวนมาก ด้วยความสวยงาม ศิลปวัฒนธรรมรวมถึงสิ่งปลูกสร้างที่สวยงามท่ามกลางธรรมชาตินั้น นี่คือ 4 เมืองสวยงามของยุโรปที่ต้องไปให้ได้สักครั้งหนึ่ง

– ฮัลสแตนท์ ประเทศออสเตรีย เป็นหมู่บ้านเล็กๆริมทะเลสาบซึ่งบ้านเรือนมีการปลูกลดลั่นตามเชิงเขาริมทะเลสาบซึ่งมีความสวยงามมาก รวมถึงบรรยากาศที่มีความโรแมนติก ป่าไม้ ภูเขา ทำให้เมืองนี้มีความสงบร่มรื่น เหมาะแก่การพักผ่อน กินลม ชมวิว นอนเล่นชิวๆ

– ซินเคว่ เทอเร่ ประเทศอิตาลี เมืองที่ตั้งอยู่ริมทะเลมีความสวยงามมากจนได้รับฉายาว่าเป็นเมืองลูกกวาด เนื่องจากอาคารบ้านเรือนในเมืองแห่งนี้ถูกทาด้วยสี ที่มีสีสันต่างๆมีความงดงามอย่างมาก ซินเคว่ เทอเร่ ภาษาสเปนแปลว่า 5 ดินแดน ซึ่งภายในนั้นประกอบด้วยหมู่บ้าน 5 แห่งที่ตั้งใกล้กันบนชายฝั่งริเวียซึ่งเมื่อมองไกลๆมีความสวยงาม โดดเด่นอย่างมาก

– อัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ เมืองหลวงที่มีประวัติศาสตร์มายาวนาน และภายในเต็มไปด้วยอาคาร บ้านเรือนที่ตกแต่งด้วยทรงสไตล์ยุโรปตะวันตก และทรงโกธิค ซึ่งเป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมดั้งเดิมของยุโรป เมืองนี้ถือว่าเป็นเมืองที่มีเสน่ห์มีความสงบและเป็นเมืองที่สะอาดมาก

– บูดาเปส ประเทศฮังการี เมืองแห่งหนึ่งที่มีความสวยงามตั้งอยู่ริมแม่น้ำดานูบ ซึ่งสวยงามและใสสะอาดมากอีกทั้งภายในเมืองยังมีอาคารที่เป็นศิลปะแบบโกธิค แม้ถึงสะพานข้ามแม่น้ำที่มีศิลปะเฉพาะตัวของเมืองด้วย นับว่าเป็นเมืองเก่าแก่ที่มีความงดงาม สวยงามมากที่นักท่องเที่ยวต้องไปเยือนสักครั้ง