มิลาน

มิลาน เป็นเมืองหลักแห่งหนึ่งตั้งอยู่ในแคว้นลอมบาร์เดีย ทางภาคเหนือของประเทศอิตาลี อยู่บริเวณที่ราบลอมบาร์ดี เมืองมิลานมีชื่อเรียกอีกชื่อว่า มิลาโน เป็นเมืองที่มีประชากรหนาแน่นปานกลางมีประชากรราว 4 ล้านคน มิลานมีพื้นที่ประมาณ 1,982 ตร.กม. ชื่อเมืองมิลานมาจากภาษาเคลต์ คำว่า “Mid-lan” ซึ่งหมายถึง อยู่กลางที่ราบ เมืองมิลานมีชื่อเสียงในด้านแฟชั่นและศิลปะ ซึ่งมิลานถูกจัดให้เป็นเมืองแฟชั่นในลักษณะเดียวกับนิวยอร์ก ปารีส ลอนดอน และโรม นอกจากนี้มิลานยังเป็นที่รู้จักจากประเพณีคริสต์มาสที่เรียกว่า ปาเนตโตเน (Panettone) อุตสาหกรรม ผ้าไหม และแหล่งผลิตรถยนต์ อัลฟา โรมีโอ รวมไปถึงสโมสรฟุตบอลอินเตอร์มิลานและสโมสรฟุตบอลเอซีมิลาน มิลานจัดว่าเป็นเมืองหนึ่งของอิตาลีที่มีความเก่าแก่และมีความสำคัญแห่งหนึ่งของอิตาลีซึ่งก็มีสถานที่สำคัญและเป็นสถานที่ท่องเที่ยวนิยมของมิลานเช่น  มหาวิหารดูโอโม (Duomo) เป็นมหาวิหารประจำเมืองและเป็นจุดสำคัญของเมือง โดยมหาวิหารแห่งนี้เริ่มสร้างขึ้นในปี 1386 ใช้เวลาการก่อสร้างนานถึง 400 ปี ซึ่งเมื่อสร้างเสร็จมหาวิหารดูโอโมมียอดแหลมของวิหารถึง 135 ยอด และมีชื่อเรียกอีกชื่อว่า มหาวิหารเม่น บริเวณโดยรอบอาคารมีรูปปั้นแกะสลักจากยุคต่างๆกว่า 3,000 รูปดูโอโม่ที่เมืองนี้สร้างในสถาปัตยกรรมแบบโกธิก เป็นมหาวิหารที่ใหญ่เป็นอับดับสองรองจากมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ในกรุงวาติกัน ยอดที่สูงที่สุดประดับด้วยรูปสลักพระแม่มาเรียสูง 4 เมตร หุ้มด้วยทองคำทั้งองค์ มีชื่อเรียกว่า “ มาดอนนิน่า (Madonnina) ” ภายในมหาวิหารดูเรียบง่าย แต่โอ่อ่ากว้างขวาง ตามแบบโกธิก ด้านหน้ามหาวิหารจะเป็นลานกว้าง เรียกว่า “ ปิอาซซ่า เดล ดูโอโม (Piazza del Doumo) ” เป็นศูนย์กลาง เป็นแหล่งชุมนุมของผู้คนมาทุกยุคสมัย

นอกจากมหาวิหารดูโอโมแล้วยังมีสถานที่สำคัญอีกแห่งเช่น ปราสาทสฟอร์เซสโก้ ป้อมปราการของตระกูลวิสคอนติ ในสมัยยุคที่ปกครองโดยเจ้าเมืองมิลานประสงค์ให้สร้างขึ้นเพื่อใช้ต่อต้านศัตรูจากทิศต่างๆ รวมถึงยังใช้เป็นที่พำนึกของผู้นำเผด็จการในช่วงศตวรรษที่ 15 ของตระกูลสฟอร์ซา ทั้งนี้ในปัจจุบันนั้นเมืองมิลานไม่ค่อยเน้นในเรื่องการท่องเที่ยวเท่าใดนัก ส่วนใหญ่เน้นที่ธุรกิจและแฟชั่นมากกว่า ผู้คนส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจและชาวเมืองส่วนใหญ่ก็ค่อนข้างมีความเป็นแฟนชั่นสูง ซึ่งก็ขึ้นชื่อในเรื่องของการชมการแข่งขันกีฬาเช่น ฟุตบอล โดยเป็นที่ที่มีสโมสรฟุตบอลยอดนิยมอย่าง อินเตอร์มิลาน อีกด้วย แฟนฟุตบอลอิตาลีอาจจะอยากชมสนามบอลซานซิโร ซึ่งเป็นสนามเหย้าของทั้งทีมเอซีมิลานและอินเตอร์มิลาน แต่ต้องนั่งรถออกไปจากตัวเมืองนะครับถ้าจะไปชมสนามหรือชมการแข่งขันที่สนามนี้

ฟลอเรนซ์

ฟลอเรนซ์ (Florence) หรือ ฟีเรนเซ (Firenze) เป็นเมืองหลวงของแคว้นทัสกานีและมณฑลฟลอเรนซ์ในประเทศอิตาลี ระหว่าง ค.ศ. 1865 ถึง ค.ศ. 1870 ฟลอเรนซ์ก็เป็นเมืองหลวงของราชอาณาจักรอิตาลี ฟลอเรนซ์ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำอาร์โน มีประชากรประมาณ 400,000 คนและอีก 200,000 คนในบริเวณปริมณฑล ฟลอเรนซ์ในยุคกลางเป็นศูนย์กลางทางการค้าและทางการเงิน และถือกันว่าเป็นที่เกิดของสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา ตระกูลที่มีอำนาจการปกครองฟลอเรนซ์เป็นเวลานานคือตระกูลเมดีชี (Medici) นอกจากนั้นฟลอเรนซ์ก็ยังมีชื่อว่าเป็นศูนย์กลางทางศิลปะและสถาปัตยกรรม ในยุคกลางฟลอเรนซ์เป็นที่รู้จักกันในนามว่าเอเธนส์ ใจกลางเมืองเก่าของฟลอเรนซ์ได้รับเลือกโดยองค์การยูเนสโกให้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เมื่อปี ค.ศ. 1982 (พ.ศ. 2525)  เมืองฟลอเรนซ์ จัดว่าเป็นเมืองท่าที่สวยงามและตัวอาคาร บ้านเรือนมีสถาปัตยกรรมที่งดงามมาก เช่น ทริปล่องเรือสำราญเที่ยวอิตาลี เมืองฟลอเรนซ์ อีกหนึ่งเมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของประเทศอิตาลีค่า ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำอาร์โน เป็นเมืองร่ำรวยศิลปะ ทั้งยังเป็นบ้านของศิลปินเทพหลายๆ ท่าน ทั้งไมเคิลเองเจลโล, ลีโอนาโดดาวินชี่ และเป็นเมืองต้นกำเนิดของศิลปะเรเนอซอง ไม่แปลกเลยที่เมืองฟลอเรนซ์จะเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงทางด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก มหาวิหารฟลอเรนซ์ หรือ อาสนวิหารฟลอเรนซ์ เป็นอาสนวิหารประจำอัครมุขนายกแห่งฟลอเรนซ์ ตั้งอยู่ที่เมืองฟลอเรนซ์ มณฑลฟลอเรนซ์ แคว้นทัสกานี ประเทศอิตาลี สร้างขึ้นในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 13 ออกแบบโดยฟีลิปโป บรูเนลเลสกี ด้านหน้าโบสถ์ประดับตกแต่งด้วยหินอ่อนสีขาว เขียว และชมพูอาสนวิหารแห่งนี้ใหญ่เป็นลำดับที่ 4 ของทวีปยุโรป รองจากมหาวิหารนักบุญเปโตร มหาวิหารนักบุญเปาโลนอกกำแพง และอาสนวิหารมิลาน มีความยาว 153 เมตร และฐานของโดมกว้างถึง 90 เมตร ซึ่งมหาวิหารฟลอเรนซ์นั้นจัดว่ามีความงดงามและโดดเด่นมากในเมืองนี้ จุดเด่นของมหาวิหารแห่งนี้คือโดมสีส้มขนาดใหญ่  ตัวอาคารภายนอกเป็นลวดลายหินอ่อนสีขาว เขียว ชมพู และหินสลัก ด้านหน้าโบสถ์ประดับตกแต่งด้วยหินอ่อนสีขาว เขียว ชมพู  และหินแกะสลัก  มีความยาว 153 เมตร และฐานของโดมกว้างถึง 90 เมตร  โบสถ์นี้ได้รับการสร้างขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1296 ออกแบบโดย อาร์โนโฟ ดิ แกมบิโอ้ เป็นสถาปัตกรรมที่สร้างในแบบ นีโอโกธิค มี ภาพโมเสคเหนือซุ้มประตู มีหอระฆังสูง 85m อยู่ด้านข้างบริเวณภายนอกตกแต่งด้วยหินอ่อนสีแดง ขาว เขียว และ หินแกะสลัก ศิลปะภายในของโบสถ์จะประกอบด้วยหน้าต่างกระจกสีที่ออกแบบโดยศิลปินยุคเรอเนสซองที่มีชื่อเสียงอย่าง ลอเรนโซ กีแบร์ติ, โดนาเทลโล และภาพเขียนบนผนังแบบปูนเปียกหรือที่เรียกว่าศิลปะแบบเฟรสโก้

เมืองปิซา อิตาลี

เมืองปิซา เมืองเก่าแก่สมัยยุคโรมันตั้งอยู่ที่ อยู่ในแคว้นทัสกานี ฝั่งแม่น้ำอาร์โน ประเทศอิตาลี อยู่ทางตะวันตกของเมืองฟลอเรนซ์  ประมาณ 100 กิโลเมตร มีพื้นที่ราว 185 ตารางกิโลเมตร และมีประชากรหนาแน่นน้อยถึงปานกลาง เมืองปิซาจัดว่าเป็นเมืองโบราณที่เก่าแก่มากที่สุดแห่งหนึ่งของอิตาลีมีสถานที่สำคัญมากมายซึ่งก็ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกหลายแห่ง  เช่น จัตุรัสดูโอโมแห่งปิซา คือบริเวณที่ล้อมรอบด้วยกำแพง ใจกลางเมืองในบริเวณนี้มีสถานที่สำคัญ 4 แห่ง ได้แก่  มหาวิหารปิซา (Duomo) หอเอน (Torre) หอศีลจุ่ม (Baptistery) และ สุสาน (Camposanto) จัตุรัสดูโอโมแห่งปิซาเป็นชื่อที่ได้รับลงทะเบียนเป็นมรดกโลก มีชื่อเรียกเป็นภาษาอิตาลีว่า  “กัมโป เดย์ มีราโกลี” นั้นแปลว่า “จัตุรัสอัศจรรย์” โดยเฉพาะหอเอนแห่งเมืองปิซา ซึ่งเป็นจุดที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากหอเอนแห่งนี้สร้างขึ้นโดยใช้เป็นหอระฆังของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก  เป็นหอทรงกระบอก 8 ชั้น สร้างด้วยหินอ่อนสีขาว สูง 55.86 เมตร น้ำหนักรวม 14,500 ตันโดยประมาณ มีบันได 293 ขั้น เอียง 3.97 องศา ยอดของหอห่างจากแนวตั้งฉาก 3.9 เมตร หอแห่งนี้สร้างขึ้นราวปี 1350 และใช้เวลาก่อสร้างนานถึง 175 ปี ทั้งนี้หอระฆังแห่งนี้มีชื่อเสียงเนื่องจากระหว่างการสร้างชั้น 3 ฐานเกิดการเอียงเนื่องจากพื้นดินอ่อนทำให้เกิดการยุบตัว จึงต้องมีการปรับฐานใหม่ให้สมดุลเพื่อไม่เกิดการล้มลงมาและหอระฆังถูกสร้างเสร็จในปี ค.ศ.1372 โดยใช้เวลาสร้างทั้งหมด 177 ปี นอกจากนี้แล้วกหอแห่งนี้ยังถูกใช้ในการทดลองทางวิทยาศาสตร์โดย กาลิเลโอ กาลิเลอิ  เคยใช้หอนี้ทดลองเกี่ยวกับเรื่อง แรงโน้มถ่วง โดยใช้ลูกบอล 2 ลูกที่น้ำหนักไม่เท่ากันทิ้งลงมา เพื่อพิสูจน์ว่า ลูกบอล 2 ลูกจะตกถึงพื้นพร้อมกัน ซึ่งก็เป็นไปตามที่กาลิเลโอคาดไว้ และมีหอศีลจุ่ม หรือ หอล้างบาป เป็นศาสนสถานภายในบริเวณจัตุรัสเมืองปิซา สร้างเป็นอิสระจากสิ่งก่อสร้างอื่นโดยมีอ่างศีลจุ่มเป็นศูนย์กลาง หอศีลจุ่มอาจจะเป็นส่วนหนึ่งของวัดหรือมหาวิหาร ซึ่งมีแท่นบูชาและคูหาสวดมนต์ของตนเอง ในวัดสมัยคริสเตียนยุคแรกหอศีลจุ่ม จะเป็นสถานสำหรับผู้จะเข้ารีตเรียนรู้เรื่องศาสนาก่อนจะรับศีลจุ่ม และ เป็นที่ทำพิธีรับศีลจุ่ม การสร้างหอศีลจุ่มอย่างสวยงามเป็นการแสดงถึงความสำคัญของการรับศีลจุ่ม นอกจากนี้หอแห่งนี้ยังใช้เป็นสถานที่ในการสารภาพบาปก่อนได้รับศีลจุ่มด้วย และมีบริเวณที่เรียกว่าสุสาน สร้างขึ้นปี 1278 ตามตำนานกล่าวว่า ดินที่ใช้ในการสร้างสุสานแห่งนี้ ถูกนำมาจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์และเชื่อว่าเป็นสิ่งมหัสจรรย์

ซานจีมิญญาโน

ซานจีมิญญาโน เป็นเมืองเล็กๆท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงามตั้งอยู่ บนเนินเขา ตั้งอยู่ในแคว้นทัสกานี ประเทศอิตาลี ห่างออกไปทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองเซียนาประมาณ 50 กิโลเมตรและอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองฟลอเรนซ์ความสำคัญของซานจีมิญญาโนเป็นเมืองที่ยังรักษาลักษณะเมืองในยุคกลางไว้อย่างพร้อมมูลโดยเฉพาะหอคอยซึ่งจะมองเห็นได้แต่ใกล ตัวเมืองตั้งอยู่บนเนินสูงล้อมรอบด้วยกำแพงเมือง ตามลักษณะที่ยังพบในหลายเมืองและหมู่บ้านในบริเวณแคว้นทัสกานี เมืองซานจีมิญญาโนได้รับเลือกโดยองค์การยูเนสโกให้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เมื่อปี ค.ศ. 1990  เมืองซานจีมิญญาโน ยังเป็นอีกหนึ่งเมืองที่มีชื่อเสียงเกี่ยวกับสิ่งก่อสร้างแบบสถาปัตยกรรมยุคกลาง ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่ของเมืองนั้นถูกล้อมรอบด้วยกำแพงโบราณจากยุคกลาง ซคางในอดีตนั้นเป็นจุดเปลี่ยนม้าของนักแสวงบุญที่จะเดินทางไป-กลับโรม ตามเส้นทางฟรานชีเจนา สิ่งที่โดดเด่นมากที่สุดของเมืองก็คงจะเป็นบ้านหอคอยที่ถูกสร้างขึ้นมากมายกว่า 72 หลัง แต่ปัจจุบันนั้นเหลือเพียง 14 หลัง ซึ่งแต่ละหลังก็ล้วนมีความสูงหลายสิบเมตร บางหอคอยนั้นสามารถวัดได้ถึง 50 เมตร สำหรับการท่องเที่ยวในเมืองซานจีมิญญาโนนั้น สถานที่ท่องเที่ยวหลักที่คุณจะองไม่พลาดไปเยือน คือ การไปชมความงดงามของ “เปียสซา เดลลา ซิสเทอนา”(Piazza della Cisterna) จัตุรัสเก่าแก่ที่สร้างขึ้นในรูปสามเหลี่ยมซึ่งล้อมรอบไปด้วยบ้านเรือนและอาคารยุคกลาง นอกจากนี้แล้วยังมีตลาดในทุกๆวันพฤหัสบดีอีกด้วย เคียซา ดิ เซนท์อกอสติโน หรือ โบสถ์เซนต์ออกัสติน (St Augustine Church) เป็นโบสถ์ที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของเมืองซานจีมิญญาโน โดยโบสถ์ถูกสร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 13 ภายในประกอบไปด้วยแท่นบูชา และภาพจิตรกรรมฝาผนังที่งดงาม และ ปาลาสโซโคมูนาเล (Palazzo Comunale) คือ อาคารที่เป็นที่ตั้งของเทศบาลเมืองซานจีมิญญาโน ปัจจุบันถูกใช้เป็นพิพิธภัณฑ์และห้องจัดแสดงแกลเลอรี่ของเหล่าศิลปินที่มีชื่อเสียง ตัวอาคารถูกสร้างขึ้นด้วยหินและอิฐ ตกแต่งด้วยหน้าต่างที่มีลักษณะซุ้มโค้ง ซานจีมิญญาโน ส่วนใหญ่มีอาคารบ้านเรือนที่เก่าแก่มากที่สุดแห่งหนึ่งของอิตาลีล้อมรอบด้วยธรรมชาติที่สวยงามและหุบเขา มีบรรยากาศที่เย็นสบายตลอดปีนอกจากนี้ตัวบ้านเรือนยังออกแบบมาใช้ในช่วงฤดูร้อนซึ่งเป็นอิฐชั้นดีในการก่อสร้างเพื่อให้บ้านมีอากาศเย็นอีกด้วย ทอร์เร กรอสซา (Torre Grossa) อาคารสูงที่สุดในเมือง คือ มีความสูงประมาณ 200 ฟุต ซึ่งจัดว่าเป็นอาคารที่สุดที่สุดในเมืองและนับว่าเป็นสัญลักษณ์ที่แท้จริงของเมือง ทุกสิ่งทุกอย่างในเมืองล้วนแล้วสร้างขึ้นด้วยความเป็นประวัติศาสตร์อย่างแท้จริงด้วย

เวโรนา ตามรอยโรมีโอและจูเลียต

เวโรนา เป็นเมืองหนึ่งตั้งอยู่บริเวณแม่น้ำอดิเจ ใกล้กับทะเลสาบการ์ดาที่ จังหวัดเวโรนา แคว้นเวเนโตในประเทศอิตาลี เวโรนาเป็นสถานที่ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวด้วยเหตุที่มีความสำคัญทางศิลปะและวัฒนธรรมที่เห็นได้งานนิทรรศการประจำปีหลายงาน โรงละคร และอุปรากรในโรงละครกลางแจ้งที่สร้างโดยโรมัน ทั้งนี้เมืองแห่งนี้ยังถูกน้ำท่วมหลายครั้งตลอดเวลากว่า 100 ปีจนกระทั่งในปี 1956 มีการสร้างทางระบายน้ำจำนวนมากเพื่อระบายน้ำออกสู่ทะเลสาบการ์ดา ซึ่งทำให้ลดปัญหาในการเกิดน้ำท่วมน้อยลง เมืองเวโรนาเป็นเมืองที่มีความสำคัญและความโดดเด่นทางวัฒนธรรมรวมถึงสถาปัตยกรรมที่สวยงาม นอกจากนี้แล้วเมืองแห่งนี้ยังได้ใช้เป็นฉากหลังในนิยายรักอมตะเรื่อง โรมิโอและจูเลียตอีกด้วย นั่นเพราะว่าเมืองเวโรนาเป็นบ้านเกิดของ วิลเลี่ยม เชคสเปียร์ นั่นเอง ซึ่งเมืองนี้ก็เปรียบเสมือนการตามรอยบ้านเกิดของโรมิโอและจูเลียตนั่นเองและก็เหมาะแก่การเดินทางมาฮันนีมูน เพราะว่าสถานที่ต่างๆของเมืองนี้มีความสวยงามให้ความโรแมนติกอย่างมากทีเดียว นอกจากนี้แล้วเมืองแห่งนี้ยังมีตำนานความเชื่อเกี่ยวกับการเดินทางมาขอพรความรักอันเนื่องมาจากนิยายรักอมตะเรื่องนี้นั่นเอง ซึ่งบ้านเลขที่ 27 ถนน Via Cappello นั้นมีลักษณะสถานที่คล้ายกับบ้านของจูเลียตในนิยาย แท้จริงแล้วเป็นโรงแรมเก่าแก่ที่ถูกใช้เป็นสถาถานที่ตามจินตนาการของผู้เขียนให้เป็นบ้านของตระกูล Capulet ซึ่งไม่มีตัวตนอยู่จริงในประวัติศาสตร์ โรงแรมแห่งนี้มีจุดที่ให้ผู้คนเดินทางมาเขียนข้อความรักลงกระดาษติดที่ฝาผนังและถูกใช้เป็นสถานที่จัดงานแต่งงานของคู่รักอีกด้วยเพื่อยืนยันในความรักที่บริสุทธ์ ทำให้เมืองเวโรนากลายเป็นเมืองที่ได้รับการยกย่องให้เป็นเมืองแห่งความรักของอิตาลีมากกว่าเมืองเวนิสหรือเมืองปารีสในฝรั่งเศสเสียอีก นอกจากนี้ยังมี อนุสาวรีย์ดันเต้ (Dante) หรือชื่อเต็มคือ ดันเต้ อาลีกีเอรี (Dante Alighieri) ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็น “บิดาแห่งภาษาอิตาลี” ซึ่งเขาแต่งกลอน บทกวี และให้กำเนิดภาษาอิตาลีในเมืองแห่งนี้อีกด้วย ดันเต้เป็นรัฐบุรุษ มหากวีเอก และนักภาษาศาสตร์ชาวอิตาลีที่โด่งดัง มีผลงานมากมาย หลากหลายทั้งนิยาย ปรัชญา กวี โคลงกลอน แต่ผลงานชิ้นเอกที่สำคัญที่สุดอันลือชื่อคือ “Divina Commedia” วรรรกรรมมหากาพย์ที่มีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับนรกและสวรรค์ และ อีกหนึ่งสถานที่ที่เก่าแก่และสำคัญคือ สะพาน Ponte Scaligero เป็นสะพานอิฐโบราณแห่งยุคกลาง สร้างโดย Cangrande II (ระหว่างปี คศ 1354-1376) เป็นส่วนหนึ่งของป้อมปราการคาสเทิลเวคคิโอ้ (Castel Vecchio) เป็นกำแพงป้อมปราการทางการทหารสร้างจากอิฐแดงในสมัยก่อน ใช้ป้องกันการรุกรานจากศัตรูโบราณเก่าแก่ที่สำคัญของเมืองเวโรน่า

ลอนดอนอาย

ลอนดอนอาย (London Eye) หรือ มิลเลเนียมวีล (Millennium Wheel) เป็นชิงช้าสวรรค์ตั้งอยู่ในกรุงลอนดอน ประเทศสหราชอาณาจักร ลอนดอนอาย จัดว่าเป็นชิงช้าสวรรค์ที่สูงที่สุดในทวีปยุโรป มีความสูง 135 เมตร ตั้งอยู่บริเวณริมแม่น้ำเทมส์สุดด้านตะวันตกของสวนจูบิลี่ สร้างขึ้นตามสถาปัตยกรรมสไตล์โมเดิร์น เริ่มก่อสร้างในปี 1998 แล้วเสร็จในปี 1999 เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่นิยมที่สุดของลอนดอน ลอนดอนอาย นั้นจัดว่าเป็นจุดที่สามารถชมวิวกรุงลอนดอนได้ทั้ง 360 องศาที่ความสูง 135 เมตร เมื่อสร้างเสร็จแล้วครองสถิติชิงช้าสวรรค์ที่สูงที่สุดในโลก จนในปี 2006 ชิงช้าสวรรค์ เดอะ สตาร์ ออฟ นานชาง ในประเทศจีน ความสูง 160 เมตร ครองสถิติชิงช้าที่สูงที่สุดในโลกแทน ต่อมาภายหลังตำแหน่งตกเป็นของ สิงคโปร์ ฟลายเออร์ ในประเทศสิงคโปร์ (165 เมตร) ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2008 แม้ว่าปัจจุบัน ลอนดอนอาย จะเป็นชิงช้าสวรรค์ที่สูงเป็นอันดับ 3 ของโลกแต่ก็ยังครองตำแหน่งชิงช้าสวรรค์ประเภท “ชิงช้าสวรรค์ที่ก่อสร้างด้วยโครงเหล็กค้ำข้างเดียวที่สูงที่สุดในโลก” ซึ่งออกแบบและก่อสร้างโดยการใช้โครงเหล็กรูปตัว A ซึ่งเป็นโครงค้ำยันเพียงด้านเดียว ขณะที่ชิงช้าสวรรค์โดยทั่วไปจะใช้โครงเหล็กค้ำยันทั้งสองด้าน ซึ่งลอนดอนอายนั้นใช้ผู้ออกแบบและตกแต่งโดยสถาปนิกฝีมือดีถึง 6 คนได้แก่ เดวิด มาร์ค, จูเลีย บาร์ฟีลด์, มัลคอล์ม คุก, มาร์ค สแปร์โรว์ฮอว์ก, สตีเฟน ชิลตัน, นิค เบลีย์ นอกจากนี้ลอนดอนอายไม่ใช่เพียงแค่ชิงช้าสวรรค์ขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ยังมีสถานะเป็นเสาสังเกตการณ์ที่สูงที่สุดในโลกอีกด้วย โดยเฉพาะในวันที่อากาศสดใสและฟ้าเปิด จะสามารถมองเห็นวิวต่างๆ ได้ไกลถึง 40 กิโลเมตรเลยทีเดียว มีแคปซูลห้องโดยสารทั้งหมด 32 แคปซูล ภายในสามารถจุผู้โดยสารได้จำนวน 25 คน มีแอร์ปรับอากาศ ใช้เวลาในการหมุน 1 รอบ 30 นาที ซึ่งลอนดอนอายจัดว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงในยุคใหม่ โดยมีนักท่องเที่ยวกว่า 3 ล้านคนต่อปีมาเที่ยวที่ลอนดอนอายแห่งนี้ซึ่งเปรียบเทียบได้กับสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมแห่งอื่นๆเช่น มหาพีระมิดแห่งกิซ่า และทัชมาฮาล อีกด้วย ในปี 2011 ลอนดอนอายได้ถูกประดับไฟอย่างสวยงามให้เป็นสีของธงยูเนียนแจ็ก เนื่องในการเฉลิมฉลองพระราชพิธีเสกสมรสระหว่างเจ้าชายวิลเลียมกับแคเธอริน มิดเดิลตัน ซึ่งค่าใช้จ่ายในการขึ้นลอนดอนอายยนั้นจะตกที่ 15 ปอนด์ต่อคน นอกจากนี้ยังสามารถใช้จัดงานแต่งงานได้ในลอนดอนอาย แต่อาจต้องเสียค่าใช้จ่ายอย่างต่ำๆ ก็ 2,800 ปอนด์ นอกจากเป็นแลนมาร์คเด่นของกรุงลอนดอนแล้ว ลอนดอนอายจัดว่าเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่มีผู้คนมาเฉลิมฉลองปีใหม่มากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกด้วย

พระราชวังบักกิงแฮม

พระราชวังบักกิงแฮม เป็นพระราชวังที่เป็นที่ประทับเป็นทางการของราชวงศ์อังกฤษ เป็นสถานที่ที่ใช้สำหรับการเลี้ยงรับรองของรัฐและยังเป็นสิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวสำคัญที่หนึ่งของกรุงลอนดอน และยังเป็นที่รวมพลังใจทั้งในการฉลองและในยามคับขันของชาวอังกฤษ พระราชวังบักกิงแฮม จัดว่าเป็นพระราชวังที่มีความสวยงามและมีสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นมากที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรป พระราชวังแห่งนี้เดิมทีถูกเรียกว่า คฤหาสน์บักกิงแฮม เดิมเป็นคฤหาสน์ที่สร้างสำหรับจอห์น เชฟฟิลด์ ดยุคแห่งบักกิงแฮมในปี ค.ศ. 1703 ต่อมาในปี พ.ศ. 1761 สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 3ทรงซื้อจากดยุคแห่งบักกิงแฮมเพื่อเป็นพระราชฐานส่วนพระองค์ในตอนนั้นรู้จักกันในชื่อ วังพระราชินี ซึ่งก็มีการต่อเติมและขยายส่วนต่างๆของพระราชวังเรื่อยๆมาและถูกใช้เป็นที่ประทับของราชวงศ์จักรีแห่งอังกฤษเรื่อยๆมาซึ่ง เจ้าหญิงหรือเจ้าชายพระองค์ใดที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น พระราชาหรือพระราชินี จะต้องประทับ ณ พระราชวังบักกิงแฮม ในช่วงระยะเวลา 75 ปีในการต่อเติมขยายพระราชวังถูกออกแบบโดย สถาปนิกจอห์น แนช (John Nash) และ เอ็ดเวิร์ด บลอร์ (Edward Blore) เป็นสามปีกรอบลานกลาง ต่อมา พระราชวังบักกิงแฮมกลายมาเป็นพระราชฐานที่ประทับอย่างเป็นทางการของราชวงศ์อังกฤษเมื่อสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียขึ้นครองราชย์เมื่อปี ค.ศ. 1837 การต่อเติมครั้งใหญ่ครั้งสุดท้ายทำในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 และ ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ซึ่งรวมทั้งด้านหน้าที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน บางครั้งพระราชวังบักกิงแฮมก็เรียกกันเล่นๆ ว่า “บักเฮาส์” ปัจจุบันพระราชวังเป็นที่ประทับของ สมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร นอกจากนี้บางส่วนของพระราชวังยังเปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชมซึ่งสมัยยังไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าเยี่ยมชม แต่ในปัจจุบันอนุญาตให้เข้าเยี่ยมชมแล้ว แต่ต้องติดต่อทางเจ้าหน้าที่พระราชวังก่อนล่วงหน้า ภายในพระราชวังเต็มไปด้วยงานศิลปะที่เป็นคลอดเลคชั่นส่วนพระองค์ที่เก็บสะสมไว้มาอย่างยาวนาน ซึ่งจะคล้ายๆ กับการเป็นพิพิธภัณฑ์เลยก็ว่าได้ เเละจะมีการเปิดห้องเพิ่มเติมให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชมอีก 19 ห้อง จากจำนวนห้องหับทั้งหมดกว่า 700 ห้อง ในช่วงเดือนสิงหาคมถึงเดือนกันยายน เพราะสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2 จะเสด็จแปรพระราชฐานไปประทับที่สก็อตแลนด์ ซึ่งทำให้เป็นช่วงเวลาที่เหมาะอย่างมากกับการมาเที่ยวชมความสวยงามของพระราชวังเเห่งนี้ ซึ่งพระองค์ทรงอนุญาตให้ประชาชนเข้าเยี่ยมชมภายในพระราชวังแม้เป็นช่วงที่พระองค์ทรงประทับภายในพระราชวังด้วย จะสังเกตว่าหากพระองค์ทรงประทับอยู่จะมีธงประจำพระองค์ชักขึ้นแสดงว่าพระองค์ทรงประทับอยู่ภายในพระราชวัง แต่ก็อย่าตกใจไปเพราะว่าพระองค์ทรงประทับภายในที่ประทับส่วนพระองค์ ซึ่งไม่อนุญาตให้ประชาชนเข้าไปในส่วนนั้น

เสาอนุสรณ์ไฟไหม้ครั้งประวัติศาสตร์ของลอนดอน

เสาอนุสรณ์ไฟไหม้ครั้งประวัติศาสตร์ของลอนดอน เป็นอนุสรณ์สถานสำคัญแห่งหนึ่งของกรุงลอนดอน ตั้งอยู่ Fish St Hill, London  สหราชอาณาจักร มีลักษณะเป็นแท่งเสาขนาดใหญ่ ความสูง 62 เมตร ก่อสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2214 ออกแบบโดยสถาปนิก คริสโตเฟอร์ เรน และ รอเบิร์ต คุก อนุสรณ์สถานแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์มหาอัคคีภัยแห่งลอนดอน เกิดขึ้นในวันที่ 2 กันยายน ถึง 5 กันยายน พ.ศ. 2209 เป็นช่วงยุคกลางในสมัยโรมัน เหตุการ์นั้นนับว่าเป็นภัยพิบัติครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของอังกฤษ เพลิงเผาผลาญครั้งใหญ่ที่ลุกลามใหญ่โตทำลายพื้นที่ส่วน กลางของลอนดอน ลุกลามไปเกือบย่านคนชั้นสูงเขตเวสต์มินสเตอร์ พระราชวังของพระเจ้าชาร์ลสที่ 2 และเกือบถึงสลัมใหญ่ชานเมือง เพลิงได้เผาไหม้บ้านไป 13,000 หลัง โบสถ์ประจำชุมชน 87 แห่ง ประมาณการว่าประชาชนได้รับความเดือดร้อนมากกว่า 70,000 คน ไร้ที่อยู่อาศัยราว 80,000 คน สำหรับผู้เสียชีวิตนั้นไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนเนื่องจากไม่มีการบันทึกหรือแจ้งชื่อในตอนนั้นซึ่งมีประชาชนผู้ยากไร้ที่ไม่มีชื่อจดทะเบียนจำนวนมาก ประมาณว่าผู้เสียชีวิตถูกเพลิงเผาไหม้จนเป็นเถาถ่านจนไม่สามารถระบุรูปลักษณ์ได้ จากการค้นพบหลักฐานทางประวัติศาสตร์ระบุว่า ต้นเพลิงได้เริ่มเกิดที่ร้านทำขนมปังชื่อโทมัส ฟาริเนอร์ในตรอกพุดดิงหลังเที่ยงคืนเล็กน้อยและลุกลามอย่างรวดเร็ว การใช้อุปกรณ์สำหรับดับเพลิงในสมัยนั้นและการใช้เทคนิคการรื้อทำลายอาคารเพื่อตัดเป็นแนวกันไฟได้รับการอนุมัติช้ามากจากนายกเทศมนตรีของลอนดอน รวมถึงช่วงที่เกิดเหตุนั้นมีลมกรรโชกแรงและบ้านเรือนที่เป็นไม้ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงติดไฟง่าย ทำให้เพลิงลุกลามอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้การดับเพลิงนั้นเป็นไปได้ยากเนื่องจากการบรรทุกน้ำยังต้องใช้ ม้าในการบรรทุก และแรงงานคนจำนวนมากเพื่อลำเลียงน้ำมาดับไฟ แม้ว่าในสมัยนั้นจะมีการประดิษฐ์เครื่องดับไฟก็ตามแต่ก็น้อยมาก ความเสียหายจากปัญหาเศรษฐกิจและสังคม ผลที่เนื่องมาการเกิดอัคคีภัยครั้งนี้ยิ่งใหญ่มาก พระเจ้าชาร์ลที่ 2 รับสั่งให้รีบทำการอพยพคนจากลอนดอนไปอยู่ที่อื่นด้วยเกรงว่าจะเกิดการจลาจลในลอนดอนจากคนไร้ที่อยู่ แม้จะมีข้อเสนอในการฟื้นฟูปรับปรุงเมืองให้ดีหลายแบบ แต่ในที่สุดการก่อสร้างฟื้นฟูก็ยังคงสร้างตามแนวโครงถนนดั้งเดิม หลังจากเหตุการณ์สงบลงและการฟื้นฟูเมืองในช่วงปี พ.ศ. 2210 จึงเริ่มมีการก่อสร้างอนุสรณ์สถานเพื่อรำลึกถึงภัยพิบัติร้ายแรงที่เกิดขึ้นในตอนนั้นจึงมีการสร้าง เสาอนุสรณ์ไฟไหม้ครั้งประวัติศาสตร์ของลอนดอน ขึ้นมาเพื่อใช้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามและเป็นแลนด์มาร์คที่จัดว่าเก่าแก่มากแห่งหนึ่งของกรุงลอนดอนอีกด้วย  ซึ่งก็จัดว่าเป็นที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งที่ควรมาเยี่ยมชม

พิพิธภัณฑ์สนามเทนนิสวิมเบิลดัน

พิพิธภัณฑ์สนามเทนนิสวิมเบิลดัน เป็นสนามการแข่งขันเทนนิสที่เก่าแก่ที่สุดในโลกซึ่งเป็นสนามการแข่งขันเทนนิสในรายการวิมเบิลดันแห่งแรก ตั้งอยู่ Church Rd Wimbledon London  ชานเมืองของกรุงลอนดอน และอยู่ใกล้กับบริเวณสนามเทนนิสวิมเบิลดันแห่งใหม่ พิพิธภัณฑ์สนามเทนนิสวิมเบิลดัน เป็นสนามเทนนิสประเภทคอร์ทหญ้าใช้ในการจัดการแข่งขันเทนนิสในรายการวิลเบิลดัน หลังจากรายการออสเตรเลียนโอเพ่น ซึ่งเป็นประเภทคอร์ทดิน พิพิธภัณฑ์สนามเทนนิสวิมเบิลดันนั้นเบื้องหลังสถานที่อันโดดเด่นของวงการเทนนิสเพื่อสำรวจประเพณีและชัยชนะที่ทำให้วิมเบิลดันเป็นถ้วยรางวัลใหญ่ที่สุดในกีฬาชนิดนี้ เรียนรู้เกี่ยวกับกีฬาสมัยใหม่รวมถึงประวัติของเกมการแข่งในพิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจแห่งนี้ เดินตามรอยเท้าของนักเทนนิสผู้ยิ่งใหญ่ในขณะสำรวจคอร์ทกลางและคอร์ท 1 และดูที่ที่เฟเดอเรอร์ แซมพราส และพี่น้องวิลเลียมส์ชูถ้วยรางวัลวิมเบิลดันอันโดดเด่น เดินเข้าไปชมจุดสัมภาษณ์นักกีฬาดังหลังการแข่งขัน และชมถ้วยรางวัลทำจากเครื่องเงินที่จัดแสดงไว้ เดินเล่นไปบนลาน Aorangi Terrace หรือที่คนที่นี่เรียกว่า “Henman Hill” หรือล่าสุดคือ “Murray Mound” ซึ่งภายในมีสนามเทนนิสคอร์ทหญ้าที่เก่าแก่ที่สุดในโลกซึ่งปัจจุบันยังคงใช้ในการแข่งขันเทนนิส รวมถึงมีการจัดนิทรรศการถ้วยรางวัลวิมเบิลดันที่นักเทนนิสที่มีชื่อเสียงต่างๆคว้าไปครองได้สำเร็จสำรวจเซ็นเตอร์คอร์ท คอร์ท 1 และ “Henman Hill”, เข้าไปดูห้องสัมภาษณ์นักกีฬาและห้องถ้วยรางวัล, หน้าจออินเทอร์แอคทีฟ แกลเลอรี และโรงภาพยนตร์สามมิติ นอกจากนี้ภายในห้องบรรยายยังมีบริการเสียงบรรยายทั้ง ภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส สเปน เยอรมัน อิตาลี จีน ญี่ปุ่น รัสเซีย จีนกลาง โปรตุเกสแบบบราซิล และโครเอเชีย

สนามเทนนิสวิลเบิลดันนั้นจัดว่าเป็นสนามเทนนิสที่เก่าแก่ที่สุดและเป็นรายการแข่งขันเทนนิสที่เก่าแก่ที่สุดในโลกด้วยโดยมีการจัดการแข่งขันมาตั้งแต่ปี 1968 โดยจะจัดการแข่งขันขึ้นในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคมของทุกปี วิมเบิลดันเป็นการแข่งขันเทนนิสแกรนด์สแลมรายการที่สามของปี ถัดจากออสเตรเลียนโอเพน และเฟรนช์โอเพน ก่อนจะปิดท้ายปีด้วยรายการยูเอสโอเพน  ทั้งนี้การแข่งขันวิมเบิลดันนั้นมีการจัดการแข่งขันมาตั้งแต่ปี 1877 แล้วแต่ยังคงแข่งขันกันภายในประเทศ นอกจากนี้ยังมีธรรมเนียมปฏิบัติในการแข่งขันมายาวนานด้วย เช่น ชุดแข่งขันของนักเทนนิสจะต้องมีสีขาวเป็นส่วนใหญ่ ไม่แข่งขันในวันอาทิตย์ของสัปดาห์แรก ซึ่งในช่วงรายการแข่งขันที่ผ่านมานั้นมีเพียง 3 ครั้งที่แข่งขันในวันอาทิตย์ของสัปดาห์แรก คือ ค.ศ.1991 ค.ศ.1997 และ ค.ศ.2004 เนื่องจากมีฝนรบกวน เนื่องจากเป็นการแข่งขันบนพื้นหญ้า ที่จะมีการแฉลบของลูกมากกว่าพื้นผิวประเภทอื่น และมีความเร็วของลูกสูง เอื้ออำนวยต่อนักเทนนิสที่มีความหนักหน่วงของลูกเสิร์ฟ

สวนพฤกษศาสตร์หลวงเมืองคิว

สวนพฤกษศาสตร์หลวงเมืองคิว สวนสาธารณะที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม สวนพฤกษศาสตร์หลวงเมืองคิว หรือเป็นรู้จักในอีกชื่อคือ สวนคิว มีพื้นที่ 121 เฮกตาร์ ตั้งอยู่ระหว่างเมืองริดมอนด์และเมืองคิว ไปทางตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เป็นสวนที่ตกแต่งด้วยดอกไม้นานาพันธุ์และมีเรือนกระจกซึ่งภายในก็มีการปลูกพืช พันธุ์ไม้ต่างๆ  สวนพฤกษศาสตร์หลวงเมืองคิวนั้นรวมเอาสวนคิวและสวนเวกเฮอร์ต เพรซ (Wakehurst Place) ในซัสเซ็กซ์ไว้ด้วยกัน มันเป็นสถาที่สำหรับศึกษาและวิจัยทางพฤกษศาสตร์ที่สำคัญในระดับสากล ในแต่ละวันมีทั้งนักศึกษา นักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชมและหาความรู้ด้านพฤกศาสตร์ในสวนแห่งนี้จำนวนมาก รวมถึงภายในยังมีคนงานและเจ้าหน้าที่ดูแลสวนกว่า 700 คน นอกจากนี้ยังทำให้สวนมีรายได้กว่า 65 ล้านปอนด์ต่อปีเลยทีเดียว รวมถึงในปี 2008 ถูกบันทึกสถิติผู้เข้าเยี่ยมชมกว่า 2 ล้านคนเลยทีเดียว สวนแห่งนี้จัดว่าเป็นสวนดอกไม้ที่เก่าแก่แห่งหนึ่งโดยมีอายุราว 250 ปี นอกจากดอกไม้ พรรณไม้นานาชนิดแล้วสวนคิวนั้นก็มีต้นไม้สะสมภายในสวนจากทั่วโลกมากกว่า 1,000 ชนิด ภายในมีเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญทางวิทยาศาสตร์และพฤษาศาสตร์ 650 คน มีต้นไม้ 30,000 ต้นจากทั่วโลก มีเรือนกระจกที่เรียกว่า หอพรรณไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ภายในมีการจัดตัวอย่างพรรณพืชมากกว่า 7 ล้านตัวอย่าง มีหอสมุดภายในมีหนังสือกว่า 75,000 เล่ม ภาพวาดต้นไม้มากกว่า 175,000 ภาพ สวนพฤกษศาสตร์หลวงเมืองคิวยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี 2003 ซึ่งผ่านการพิจารณาทั้งด้านการอนุรักษ์, ธรรมชาติ และวัฒนธรรม โดยถูกจัดอยู่ในประเภทมรดกโลกทางวัฒนธรรม เนื่องจากสวนแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในช่วงปี 1840 การอุปถัมภ์จากพระบรมวงศานุวงศ์และพัฒนาโดยสถาปนิก ภูมิสถาปนิก และนักพฤกษศาสตร์แห่งนี้เป็นแหล่งให้ความรู้ที่สำคัญด้านการวิจัยพรรณพืชมาตลอด นอกจากเรือนกระจกขนาดใหญ่แล้วภายในยังมีอาคารต่างๆที่สร้างขึ้นด้วยสถาปัตยกรรมที่โดดเด่น เช่น ปาล์มเฮาส์ เป็นโดมกระจกที่สร้างขึ้นช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ภายในมีโครงสร้างควบคุมอากาศชื้นและมีต้นปาล์มสายพันธุ์ต่างๆทั่วโลก นอกจากนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำขนาดเล็กภายในจัดแสดงให้ชมอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีทรีเฮาส์ทาวเวอร์ โซนสวนเด็กเล่นตกแต่งโดยการใช้แนวคิดเป็นรูปแบบของต้นไม้ และมีจุดทางเดิน บนยอดไม้ Rhizotron และ Xstrata ที่ให้มุมมองแปลกใหม่ของแมกไม้สูง 18 เมตรในอากาศ นอกจากนี้ภายในยังเป็นที่ตั้งของ พระราชวังคิว พระราชวังที่เล็กที่สุดในอังกฤษซึ่งมีอายุกว่า 400 ปี ตั้งอยู่ในสวนแห่งนี้ด้วยซึ่งนับว่าเป็นทั้งสวนสวยและสถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจแห่งหนึ่งของยุโรปด้วย